ชาวไทยกะโซ่

ชาวไทยกะโซ่

……..กลุ่มชาวไทยกะโซ่ บางท้องที่ก้อเรียกว่าพวก “โซ่” แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานเขียนว่า “กะโซ่” ซึ่งยังมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกเดียวกับลาวโซ่งในจังหวัดเพชรบุรี นครปฐม และสุพรรณบุรี สำหรับลาวโซ่ง คือพวกไทยดำที่อพยพมาจากแคว้นสิบสองจุไทยในสมัยกรุงธนบุรี ส่วน “กะโซ่” มาจากคำว่า “ข่าโซ่” ซึ่งถือว่าเป็นข่าพวกหนึ่งอยู่ในตระกูลมอญเขมรกะโซ่ตามลักษณะและชาติพันธุ์ถือว่าอยู่ในกลุ่มมองโกลอยด์

……..กะโซ่มีภาษาและขนบธรรเนียมประเพณีแตกต่างไปจากพวกข่าทั่วไป แต่ภาษาของกะโซ่ก็ถือว่าอยู่ในตระกูลไทย “ออสโตรอาเซียติค” สาขามอญเขมรหรือกะตู (Katuic) ซึ่งสถาบันวิจัยภาษาฯของมหาวิทยาลัยมหิดลได้รวบรวมไว้ในภาษาตระกูลไทยถิ่นฐานดั้งเดิมของพวกกะโซ่เดิมอยู่ที่เมืองมหาชัยในแขวงคำม่วนและแขวงสุวรรณเขตดินแดนลาวปัจจุบัน สำหรับเมืองมหาชัเดิมชาวบ้านเรียกว่า “เมืองภูวา-นากะแด้ง” คือเมืองภูวดลฯ และบ้านนากะแด้ง เพราะว่าในสมัยที่ยังขึ้นกับราชอาณาจักรไทย (ก่อน พ.ศ. 2436) เรียกวาเมืองภูวดสอางค์ เคยขึ้นกับเมืองสกลนครแล้วโอนมาขึ้นกับเมืองนครพนมในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวกะโซ่อพยพมาอยู่ในเขตเมืองสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร ในสมัยรัชกาลที่ 3 ส่วนชาวกะโซ่ซึ่งอพยพมาจากแขงอัดปือ ไปอยู่ในท้องที่จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์ เรียกว่าพวก “ส่วน” หรือ “กุย” พูดภาษาเดียวกับพวกกะโซ่
เมืองรามราช เป็นชาวกะโซ่จากเมืองเซียมฮ่ม (ปัจจุบันอยู่ในแขวงสุวรรณเขตติดชายแดนญวน) ตั้งขึ้นเป็นเมืองรามราช่ขึ้นเมืองนครพนมเมื่อ พ.ศ. 2387 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวบัวจากเมืองเชียงฮ่ม เป็น “พระอุทัยประเทศ” เจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้องที่ตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็นหมู่ชาวไทยกะโซ่
เมืองกุสุมาลย์มณฑล เป็นชาวกะโซ่ที่อพยพมาจากเมืองมหาชัยในแขวงคำม่วน อพยพข้ามโขงมาอยู่ที่บ้านกุดสมารตั้งขึ้นเป็นเมืองกุสุมาลย์มณฑล ขึ้นเมืองสกลนครใน พ.ศ. 2387 ทรงพระกระรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ เพี้ยเมืองสูงหัวหน้าชาวกะโซ่ เป็น “พระอารักญอาษา” เจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้อที่อำเภอกุสุมาลยย์ จังหวัดสกลนคร นอกจากนี้ยังมีชาวไทยกะโซ่อยู่ในท้องที่อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม ซึ่งมีเขตติดต่อกับอำเภอกุสุมาลย์อีกหลายหมู่บ้าน เช่น ที่ตำบลโคกสูง และที่บ้านวังตามัว ในท้องที่อำเภอเมืองนครพนม ในจัวหวัดมุกดาหารมีชาวไทยซ่อยู่ในท้องที่อำเภอดงหลวงเป็นส่วนมากซึ่งอพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2359 หัวหน้าชาวไทยกะโซ่ดงหลวง ต่อมาได้เป็นกำนันคนแรกของตำบลดงหลวงมีนามบรรดาศักดิ์ว่า “หลวงวาโนไพรพฤกษ์” ชาวกะโซ่ในอำเภอดงหลวงส่วนมากใช้นามสกุลเดียวกันหมดคือ “วงศ์กระโซ่”

ศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยกะโซ่ซึ่งยังรักษาไว้เป็นเอกลักษณ์ประจำเชื้อชาติที่เด่นชัดก็คือ “โซ่ถั่งบั้ง” หรือภาษากะโซ่เรียกว่า “สะลา” เป็นพิธีกรรมในการบวงสรวงวิญยาณของบรรพบุรุษประจำปีหรือเรียกขัวญรักษาคนเจ็บป่วย กับพิธีกรรม “ซางกระมูด” ในงานศพ
– พิธีกรรม “โซ่ถั่งบั้ง” เป็นพิธีกรรมของชาวกะโซ่ คำว่า “โซ่” หมายถึง พวกกะโซ่ คำว่า “ถั่ง” หมายถึง กระทุ้งหรือกระแทก คำว่า “บั้ง” หมายถึง บ้องกระบอกไม้ไผ่ โซ่ถั่งบั้ง ก็คือพิธีกรรมใช้กระบอกไม่ไผ่ยาวประมาณ 3 ปล้อง กระทุ้งดินเป็นจังหวะแล้วมีการร่ายรำและร้องไปตามจังหวะ ในพิธีกรรมของชาวกะโซ่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร เมื่อเสด็จถึงเมืองกุสุมาลย์มณฑล (อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร) เมื่อ พ.ศ 2449 ได้ทรงบันทึกการแสดงพิธีกรรมโซ่ถั่งบั้ง หรือสลาของชาวกะโซ่เมืองกุสุมาลย์มณฑลไว้ว่า “สลามีหม้อดินตั้งกลางแล้วมีคนต้นบทคนหนึ่ง คนสะพายหน้าไม้และลูกสำหรับยิงคนหนึ่ง คนตีฆ้องเรียกว่า พะเนาะ คนหนึ่งคนถือไม้ไผ่สามปล้องสำหรับกระทุ้งดินเป็นจัวหวะ สองคน คนถือชามสองมือสำหรับติดเทียนรำคนหนึ่ง คนถือตระแกรงขาดสองมือสำหรับรำคนหนึ่ง คนถือสิ่วหักสำหรับเคาะจังหวะคนหนึ่ง รวม 8 คน เดินร้องรำเป็นวงเวียนไปมา พอได้พักหนึ่งก็ดื่มน้ำอุและรำร้องต่อไป….”
– พิธีซางกระมูด เป็นพิธีกรรมของชาวกะโซ่ก่อนนำศพลงจากเรือน คำว่า “ซาง” หมายถึง การกระทำหรือการจัดระเบียบ “กระมูด” แปลว่าผี ซางกระมูด หมายถึง การจัดพิธีเกี่ยวกับคนตาย ชาวกะโซ่ถือว่าคนตายไปแล้วจะเป็นผีดิบ จึงต้องกระทำพิธีกรรมเสียก่อนเพื่อให้ผีดิบและวิญญาณของผู้ตายได้สงบสุข มิฉะนั้น อาจทำให้ญาติพี่น้องของผู้ตายเจ็บป่วยขึ้นได้อุปกรณ์ในพิธีซางกระมูดประกอบด้วย ขันโตก (ขันกระหย่องสานด้วยไม้ไผ่) สองใบเป็นภาชนะใส่อุประกรณ์ต่างๆ มีไม้ไผ่สานเป็นรูปจักจั่น 4 ตัว (แทนวิญญาณของผู้ตาย) นอกจากนั้นยังมีพานสำหรับยกครู (คาย) ประกอบด้วยขันธ์ห้า คือ เทียน 5 คู่ ดอกไม้สีขาวเช่นดอกลั่นทม 5 คู่ เหรียญเงิน 12 บาท ไข่ไก่ดิบหนึ่งฟอง ดาบโบราณหนึ่งเล่ม ขันหมากหนึ่งขันมีดอกไม้อยู่ในขันหมาก 1 คู่ เทียน 1 คู่ พร้อมด้วยบุหรี่และเทียนสำหรับจุดทำพิธีอีกหนึ่งเล่ม ล่ามหรือหมอผีจะเป็นกระทำพิธีและสอบถามวิญญาณของผู้ตาย เมื่อทราบความต้องการของวิญญาณของผู้ตายแล้วญาติก็จะจัดสิ่งของไว้บวงสรวงดวงวิญญาณ
– พิธีเหยา ในการรักษาความเจ็บป่วยหรือเรียกขวัญคล้ายๆ กับพิธีกรรมของชาวอีสานทั่วไปเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยหรือการเรียกขวัญ โดยหมอผีจะทำหน้าที่ล่ามสอบถาววิญญาณของบรรพบุรุษว่าได้กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงเกินในขนบธรรมเนียมประเพณีไปบ้าง
……..ชาวไทยกะโซ่มีผิวกายดำคล้ำเช่นเดียวกับพวกข่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงกล่าวถึงการแต่งกายของชาวกะโซ่ไว้ในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ต่างๆ ภาค 4 เมื่อเสด็จภาคอีสาน เมื่อ พ.ศ. 2449 ไว้ว่า… “ผู้หญิงไว้ผมสูงนุ่งซิ่นรวมเสื้อกระบอกย้อมครามห่มผ้าแถบ ผู้ชายแต่งกายอย่างคนเมืองแต่เดิมว่านุ่งผ้าเตี่ยวไว้ชายข้างหน้าข้างหนึ่ง…”

……………………………………

ข้อมูลจาก  nipapon.wordpress.com , พิพิธภัณฑ์หอแก้วมุกดาหาร
The Most Popular Traffic Exchange

You May Also Like

ใส่ความเห็น