หมอไทยไม่ไปนอก ปักหลักตั้งรับAEC

ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 พ.ย. 2558

หลายคนเป็นกังวลหลังเปิดประชาคมอาเซียนปลายปีนี้ วงการแพทย์และสาธารณสุขไทยจะหัวปั่นกันหนักกว่านี้สักแค่ไหน ในเมื่อบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลที่มีและให้บริการแก่คนไทยด้วยกันเอง ณ เวลานี้ยังมีไม่พอถึงขั้นขาดแคลนด้วยซ้ำยิ่งกว่านั้นยังมีการแย่งตัวหมอและพยาบาลกันโกลาหล ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลรัฐ และเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง

ข้อมูลจาก พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา แจ้งว่า ปัจจุบันมีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนกับแพทยสภารวมทั้งสิ้นจำนวน 49,910 คน เป็นชาย 28,896 คน หญิง 21,014 คน เป็นแพทย์ที่ยังมีชีวิตและมีใบอนุญาตให้ประกอบโรคศิลป์จำนวน 48,116 คน มีภูมิลำเนาหรือปฏิบัติงานอยู่ใน กทม. 22,797 คน อยู่ต่างจังหวัด 22,652 คน และอยู่ต่างประเทศ 472 คน ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ไปจำนวน 18 คน อายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณอายุราชการไปแล้ว 5,802 คน (บางคนยังรักษาคนไข้ บางคนไม่ได้รักษา)

สรุปทั้งประเทศ เวลานี้เหลือแพทย์ที่อายุต่ำกว่า 60 ปี และยังปฏิบัติงานอยู่แค่ 39,647 คน

คุณหมออิทธพรบอกว่า แพทยสภารับทราบปัญหาดี จึงพยายามผลักดันให้คณะแพทยศาสตร์ทุกแห่ง เร่งพัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตแพทย์ให้มีความรู้ความสามารถในระดับสากล และมีทักษะที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้มากยิ่งขึ้น เช่น มีการเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์อินเตอร์ ซึ่งมีการเรียนและสอนเป็นภาษาอังกฤษล้วน ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ สนับสนุนให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มด้วยการเปิดโรงเรียนแพทย์ของเอกชนที่มีคุณภาพ เช่น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

นอกจากนี้ยังให้การรับรองหลักสูตร และสถาบันที่ผลิตแพทย์ของประเทศต่างๆในอาเซียน โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกับของไทย

“ขนาดตอนนี้ยังไม่เปิดเสรีก็มีชาวต่างชาติ ทั้งคนงานตามร้าน อาหาร กิจการประมง และแรงงานต่างด้าวที่ทำงานบ้านแห่มาใช้บริการด้านสาธารณสุขของเรากันอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะโรงพยาบาลแถวมหาชัย แม่กลอง เต็มไปด้วยคนไข้ต่างด้าว ตามวอร์ดสูติหรือห้องคลอด เต็มไปด้วยเด็กต่างชาติ แม้แต่ตู้เอทีเอ็มละแวกนั้น ยังต้องเพิ่มภาษาพม่า”

นพ.อิทธพรบอกว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆซึ่งมีโรงเรียนแพทย์ทั้ง 21 แห่ง ร่วมกันผลิตแพทย์เพื่อตอบสนองการดูแลสุขภาพคนไทยจำนวน 64 ล้านคน แต่ละปีจะมีแพทย์จบใหม่ประมาณ 2,500-2,600 คน แพทย์เหล่านี้ส่วนหนึ่งไปเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญปีละประมาณ 1,600 คน จึงเหลือแพทย์จบใหม่ที่ออกมาปฏิบัติงานจริงประมาณ 1,000 คน

รองเลขาฯแพทยสภา บอกว่า ความสามารถของแพทย์ไทยถือว่าเก่งไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก ในแถบอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์ประเทศเดียว ที่การแพทย์มีความก้าวล้ำกว่าเราเล็กน้อย

“วิเคราะห์ดูแล้ว หลังเปิดเออีซีโอกาสที่หมอไทยจะไปอยู่ประเทศอื่นในอาเซียนคงมีไม่มาก เพราะแต่ละประเทศมีค่าตอบแทน สู้บ้านเราไม่ได้ ยกเว้นสิงคโปร์ประเทศเดียว พยาบาลไทยก็เช่นกัน คงไปอยู่สิงคโปร์ไม่มาก เพราะติดขัดเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษและค่าครองชีพที่แพงพอๆกับรายได้”

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน นพ.อิทธพรบอกว่า ทั้งหมอและพยาบาลจากฟิลิปปินส์ เขมร ลาว และเมียนมา น่าจะอยากเข้ามาอยู่ในบ้านเรามากกว่า เพราะแม้แต่ทุกวันนี้โรงพยาบาลในไทยเองหลายแห่ง ที่ขาดแคลนพยาบาล ยังต้องใช้พยาบาลต่างชาติชาวฟิลิปปินส์

มีกรณีเดียวที่แพทย์และพยาบาลไทยจะไปอยู่ในประเทศอาเซียน ก็คือ ไปพร้อมกับเครือข่ายของโรงพยาบาลไทยที่ไปเปิดสาขาในต่างประเทศมากกว่าที่จะไปเองเดี่ยวๆ

รองเลขาธิการแพทยสภา บอกว่า “สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลหลังจากเปิดเออีซี ก็คือ ปัญหาหมอเถื่อน ที่อาจหลุดรอดเข้ามาตามขอบตะเข็บชายแดนไทย เพื่อรักษาคนของเขาเอง จะต้องหาทางสกัดกั้นกันต่อไป เพื่อมิให้ไหลทะลักเข้ามาสร้างปัญหาให้กับเรา”

นพ.ตุลย์ ดำรงศักดิ์ ผู้บริหารโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มองว่า ในอนาคตหลังจากเปิดเออีซี เมืองไทยมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนแพทย์ที่มีประสบการณ์ ทำให้เกิดการให้บริการทางการแพทย์ที่ไม่สมดุล

นอกจากนั้นยังอาจมีแนวโน้มการเกิดโรคระบาดใหม่ๆ อันอาจนำมาซึ่งการรักษาที่ผิดกฎหมาย ไร้จริยธรรม และเพิ่มความเสี่ยงในการรักษากับหมอเถื่อนมากขึ้น หมอตุลย์บอกว่า หลังจากเปิดประชาคมอาเซียนจะมีทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงาน ผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาล อาจมีทีมแพทย์และพยาบาลของไทยส่วนหนึ่งถูกดึงตัวไปให้การรักษาพยาบาลและดูแลบุคลากรของบริษัทไทยที่ไปปักหลักลงทุนในต่างชาติ เช่น ทีมที่ไปกับบริษัทขุดเจาะน้ำมันของไทยที่เมียนมา หรือกรณีมีการคมนาคมที่สะดวกขึ้นจากการที่ไทยจะมีรถไฟความเร็วสูง ชาวจีนจากมณฑลกวางสีและยูนนาน อาจโดยสารรถไฟเข้ามาทำการรักษาที่เมืองไทยกันมากขึ้น เป็นต้น

“หลายประเทศในอาเซียนหาบุคลากรทางการแพทย์ได้ยาก ปัจจุบันเรามีคนไข้ชาวสิงคโปร์เข้ามารักษาในไทยปีละ 6 แสนราย คนไข้จากมาเลเซียปีละ 3 แสนราย ตอนนี้โรงพยาบาลเอกชนของไทยเข้าไปเปิดสาขาที่กัมพูชาแล้ว 2 แห่ง สรุปว่าที่เรากลัวก็แค่ปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากรเท่านั้น”

ขณะที่ พล.อ.ต.นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ เสนาธิการกรมแพทย์ทหารอากาศ บอกว่า ปัจจุบันเมืองไทยผลิตแพทย์ได้ปีละประมาณ 2,500 คน ผลิตพยาบาลได้ปีละ 10,000 คน เท่ากับว่าหลังเปิดเออีซี เมืองไทยจะขาดแคลนแพทย์เพิ่มขึ้นเป็น 11,974 คน และขาดพยาบาลอีก 21,628 คน

“ผมเชื่อว่าทั้งหมอและพยาบาลไทยส่วนใหญ่คงไม่ไปไหน เพราะอยากอยู่ใกล้ชิดครอบครัว และไม่ชอบพูดภาษาอังกฤษ เราจึงควรใช้จุดแข็งของเราหาโอกาสจากการเปิดเออีซี เช่น พัฒนาโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางด้านวิชาการแพทย์ในภูมิภาคนี้ พัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็กตามตะเข็บชายแดน และพัฒนาระบบการคัดกรองผู้ป่วยตามด่านช่องทางเข้า-ออก ให้เป็น one stop service”

นพ.อนุตตรบอกว่า แต่เรายังมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่กลไกการประสานนโยบาย เขายกตัวอย่างทุกวันนี้ สปสช.กับกระทรวงสาธารณสุขยังขัดแย้งกันอยู่เลย ถ้าเป็นเช่นนี้ คงยากที่จะไปวางแผนถึงการควบคุมโรคติดต่อในจังหวัดชายแดน การพัฒนาขีดความสามารถของด่านควบคุมโรคตามตะเข็บชายแดน หรือไม่มีเวลาไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อจะรับมือกับโรคภัยของประเทศเพื่อนบ้านที่พร้อมจะทะลักเข้ามากับการเปิดเออีซี….

 

…………………………………………

ภาพและข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์

You May Also Like