รู้จักมุกดาหาร

muklog

ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดมุกดาหาร

ความหมาย ปราสาทสองนางสถิตย์ มีอยู่ในมุกดาหารในปัจจุบัน ในปราสาทองค์กลาง มีแก้วมุกดาหารอยู่บนพาน ใต้พานมี ผ้าทิพย์รองรับ หน้าผ้าทิพย์มีอักษรไขว้ชื่อย่อของจังหวัด ในปราสาทองค์ริมทั้งสองข้าง มีบายศรียนตะลุ่มอันเป็นเครื่องบูชาของชาวอีสาน เบื้องหลังมีธาตุพนม ซึ่งจังหวัดมุกดาหารแยกมาและเคยอยู่ในอาณาจักรโคตรบูรณ์เดียวกัน มีแนวแม่น้ำโขงอยู่ด้านหลัง ด้านตะวันออกพระอาทิตย์กำลังทอแสงหลังหมู่ก้อนเมฆ 2525 เป็นปีที่ตั้งจังหวัดมุกดาหาร

” หอแก้วสูงเสียดฟ้า ภูผาเทิบแก่งกระเบา
แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน
กลองโบราณล้ำเลิศ ถิ่นกำเนิดลำผญา
ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน ”

ประวัติ จังหวัดมุกดาหาร

his1

ประวัติความเป็นมาของจังหวัดมุกดาหาร
…….ครั้นโบราณกาลเริ่มมีการบันทึกไว้ว่า เมืองเวียงจันทร์เกิดความวุ่นวาย คือพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ได้สวรรคต จึงมีการแย่งชิงการขึ้นครองราช และพระยาเมืองแสนกระทำการได้สำเร็จ ทำให้พระมเหสีของพระเจ้ากรุงศรีสัตนคหุตคนก่อนได้อพยพและได้นำโอรส 2 พระองค์ คือเจ้าองค์หล่อ และเจ้าองค์หน่อ มาอาศัยกันพระครูโพนเสม็ด และในช่วงนั้นพระครูโพนเสม็ดมีผู้คนนับถือเป็นจำนวนมาก พระยาเมืองแสนทราบข่าวว่า พระครูโพนเสม็ด ได้ให้ที่พักอาศัยโอสรทั้งสอง และมีกำลังพลเป็นของตัวเอง เกรงว่าจะเป็นภัยมาถึงตัวเอง จึงได้ยกทัพไปตี พระครูโพนเสนม็ดจึงได้รวบรวมพล พาพระโอสรทั้งสองหนีไป และให้กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ของภาคอีสาน (ดินแดนไทย)
…….พระครูเสม็ดได้อพยพลงมาทางตอนล่างของแม่น้ำโขงและได้บูรณะพระธาตุพนม ต่อมาได้เคลื่อนมาที่นครจำบากนาคบุรีศรี และได้ให้พระหน่อกุมารเป็นกษัตริย์ ถวายนามว่า เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทวางกรู และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น นครจำปาศักดิ์ พ.ศ. 2256 และได้แต่งตั้งเจ้าสุริยวงส์ เป็นเจ้าเมืองโพนสิม
…….เจ้าจันทรสุริยวงษ์และพรรคพวกได้ตั้งรกรากอยู่ที่บ้านหลวงโพนสิม ใกล้พระธาตุอิงฮังทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ดินแดนลาว) ต่อมาอีกหลายสิบปี ท่านได้ถึงแก่กรรม เจ้าจันทกินรี ผู้เป็นบุตร ได้เป็นหัวหน้าปกครองต่อมา จนถึง พ.ศ. 2310 ได้มีนายพรานคนหนึ่งข้ามโขงมาทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงปากห้วยบังมุก ได้พบเมืองร้าง วัดร้างและพบต้นตาล 7 ยอดอยู่ริมฝั่งโขง เห็นว่าเป็นทำเลที่อุดมสมบูรณ์กว่าดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อีกทั้งในแม่น้ำโขงตรงปากห้วยบังมุกมีปลาชุมชุมอีกด้วย จึงกลับไปรายงานให้เจ้าจันทกินรีหัวหน้าทราบ เจ้าจันทกินรีได้พาพรรคพวกข้ามโขงมาดูก็เห็นว่าคงเป็นที่ตั้งเมืองโบราณมาก่อน และเป็นทำเลที่อุดมสมบูรณ์กว่าทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จึงได้พากันอพยพจากบ้านหลวงโพนสิมมาตั้งบ้านเรือนอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงปากห้วยบังมุก
…….เมื่อเริ่มหักร้างถางพงเพื่อตั้งเมืองขึ้นใหม่ ได้พบพระพุทธรูป 2 องค์อยู่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งโขง พระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กเป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อด้วยเหล็กเนื้อดี จึงได้พร้อมกันสร้างวัดขึ้นใหม่ในบริเวณวัดร้างริมฝั่งโขง และขนานนามวัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า วัดศรีมุงคุณ(ศรีมงคล) และได้ก่อสร้างกุฏิวิหารขึ้นในบริเวณวัดพร้อมกับได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสององค์ที่อยู่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งโขงขึ้นไปประดิษฐาน บนพระวิหารของวัด ต่อมาปรากฎว่าพระพุทธรูปโลหะ (องค์เล็ก) เกิดปาฎิหาริย์กลับลงไปประดิษฐานอยู่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตั้งเดิมอีกถึง 3-4 ครั้ง ในที่สุดพระพุทธรูปองค์เล็กนั้นก็ค่อยๆ จมหายลงไปใต้ดิน คงเห็นแต่ยอดพระเกศโผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งโขง จึงได้พร้อมกันสร้างแท่นสักการะบูชาครอบไว้ในบริเวณนั้น และขนานนามพระพุทธรูปองค์นั้นว่า พระหลุบเหล็ก ปัจจุบันบริเวณที่พระหลุบเหล็กจมดินได้ถูกกระแสน้ำเซาะตลิ่งโขงพังลงไปหมดแล้ว (คงเหลือแต่แท่นสักการะบูชาที่ยกเข้ามาเก็บรักษาไว้หน้าพระวิหารของวัดศรีมงคลใต้ในปัจจุบัน)

…….ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ก่ออิฐถือปูนและได้อัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานอยู่บนพระวิหารของวัดศรีมุงคุณ ชาวเมืองได้ขนานนามว่า “พระเจ้าองค์หลวง” เป็นพระประธานของวัดศรีมุงคุณ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนนามเป็น วัดศรีมงคลใต้ ตลอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองตลอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
…….เมื่อครั้งตั้งเมืองขึ้นใหม่ ในเวลากลางคืน ได้มีผู้พบเห็นแก้วดวงหนึ่งสีสดใสเปล่งแปลงเป็นประกายแวววาวเสด็จ(ลอย) ออกจากต้นตาล 7 ยอดริมฝั่งโขง ล่องลอยไปตามลำน้ำโขงแทบทุกคืน จวบจนใกล้รุ่งสว่างแก้วดวงนั้นจึงเสด็จ(ลอย) กลับมาที่ต้นตาล 7 ยอด เจ้าจันทกินรีจึงได้ขนานนามแก้วศุภนิมิตดวงนี้ว่า แก้วมุกดาหาร เพราะตั้งเมืองขึ้นริมฝั่งโขงตรงปากห้วยบังมุกอีกทั้งได้มีผู้พบเห็นไข่มุก อยู่ในหอยกาบ(หอยกี้) ในลำน้ำโขงอีกด้วย เจ้าจันทกินรีจึงให้ขนานนามเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า เมืองมุกดาหาร ตั้งแต่เดือน 4 ปีกุน จุลศักราช 1132(พ.ศ.2313) อาณาเขตเมืองมุกดาหารครอบคลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงจนจรดแดนญวน (รวมเขตของแขวงสุวรรณเขตของดินแดนลาวด้วย)

…….ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรีเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราช ได้แผ่แสนยานุภาพขึ้นมาถึงแถบลุ่มแม่น้ำโขง จนถึง พ.ศ. 2321 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกฯ และเจ้าพระายาจักรียกกองทัพขึ้นมาตามลำน้ำโขง เพื่อปราบปรามและรวบรวมหัวเมืองใหญ่น้อยในสองฝั่งแม่น้ำโขงให้รวมอยู่ในข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงธนบุรี และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ เจ้าจันทรกินรี เป็น พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช เจ้าเมืองมุกดาหารคนแรกและได้พระราชทานนามเมืองว่า เมืองมุกดาหาร
…….ครั้นถึง สมัยกรุงธนบุรี (ราวปี พ.ศ. 2321) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ใด้โปรเกล้าฯ ในการปราบหัวเมืองต่างๆ ทั้งเวียงจันทร์และนครจำปาศักดิ์ และได้รวบรวมเมืองให้เป็นปรึกแผ่น ประราชธานนามให้ เป็นชื่อ เมืองมุกดาหาร และต่อมาเมืองมุกดาหารได้ขึ้นตรงต่อกรุงเทพ อาณาเขตเมืองมุกดาหารในตอนนั้นมีขนาดที่ใหญ่ เทียบเท่ากับมลรัฐหนึ่ง มีพื้นที่ของทั้งสวองฝั้งแม่น้ำโขงไปจนถึงเมืองญวณ รวมสุวรรณเขตด้วย อยู่ภายใต้ขอบขัณฑสีมาของกรุงเทพมหานคร สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ ทรงแต่งตั้งให้เจ้าจัทรกินรี เป็นพระยาจัทรศรีอุปราชามันธาตุราช ครองเมืองมุกดาหาร และเป็นเจ้าเมืองคนแรก โดยมีการปกครองตามแบบธรรเนียมประเพเพณีดั้งเดิมของล้านช้าง คือมีตำแหน่ง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร และผู้ช่วยราชการในการปกครองเมือง มีกรมการเมืองในการว่าราชการงานต่างๆ เช่น
– เมืองแสนว่าราชการฝ่ายเหนือ
– เมืองจันทรว่าราชการฝ่ายใต้
– เมืองกลางว่าราชการหนังสือ
– เมืองขวา เมืองซ้าย คุมกองทัพ
– ชาเนตร เก็บรักษาหนังสือ
เจ้าเมืองและกรมกรรการเมืองบางตำแหน่ง เป็นทั้งแม่ทัพ เป็นตำรวจ เป็นทั้งผู้พิพากษา ไม่มีเงินเดือน จึงต้องเก็ยส่วยอากรเข้าคลังเมือง ส่วหนึ่งจะเก็บไปที่กรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลือจะแบ่งกับตามตำแหน่ง เมืองมุกดาหารได้เก็บส่วยจากชายฉกรรจ์คนละ 2 บาทต่อปี จากการลักเลข(การสำรวจสำมะโนครัว) พ.ศ. 2502 มีชายฉกรรจ์ถึง 8 พันคนมีมากกว่า เมืองอุบลและขอนแก่น หากไม่มีส่วยก็ต้องหาสิ่งของพื้นบ้านหรือของป่า เช่น ฝ่าย งาช้าง นอแรด หนังสัตว์ หมากเหน่ง เขากวาง
การเก็บภาษีก็เก็บสมัยนั้น เช่น ยาสูบ มี 100 ส่วนชัก 10ส่วน เกลือมี 100 ส่วนชัก 10 ส่วน ปราบึก มี 24 ชัก 8 เสียภาษีฝิ่น 2 ตำลึง….

hk3
เงินโบราณ

…….ในสมัย รัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2369 เมืองเจ้าอนุวงศ์แห่งกรุงเวียงจันทร์ยกทัพไปกวาดตอนผู้คนจนถึงเมืองนครราชสีมา เพื่อกวาดต้อนไปยังเมืองเวียงจันทร์ ตอนนั้นเองกองทัพจากกรุงเทพมหานครได้มาปราบ และได้เกณฑ์เมืองหนองคาย นครพนม มุกดาหาร เขมราฐ ยโสธร อุบลราชธานี ข้ามโขงไปกวาดต้อนผู้คน คือพวกภูไทย ข่า กะโซ่ กะเลิง แสก ย้อ จากเมืองวัง เมืองเซโปน เมืองพิน เมืองนอง จดจนเขตแดนญวณให้มาตั้งบ้านเมืองอยู่ในฝั่งแม่น้ำโขงตะวันตก เข้ามาอยู่ในท้องที่เมืองมุกดาหาร นครพนม สกลนคร จึงทำให้เมืองมุกดาหารมีกลุ่มชาติพันธุ์ หลายเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน
…….สำหรับอาณาเขตสมัยนั้น ทิศเหนือ ติดกับเขตเมืองนครพนมเขตแดนที่หน้าองค์พระธาตุพนม มีเมืองขึ้นคือ เมืองหนองสูง เมืองพาลุกรกรภูมิ ทางผั่งโขงตะวันออก มีเมืองวังอ่างคำ เมืองโซโปน เมืองพิน เมืองนอง จนจดเขตเวียดนาม
…….ในสมัยรัชการที่ 4 ได้ทรงโปรดกล้าฯ สถาปณาให้เจ้าหนู โอรสเจ้าอุปราช(ติสละ) จากราชวงศ์เวียงจันทร์ซึ่งรับราชการอยู่กรุงเทพ เป็น เจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ดำรงรัฐสีมามุกดาหาราธิบดี เป็นเจ้าเมืองมุกดาหาร (พ.ศ. 2408 -2412) ถวายราชบรรณาการต้นไม้เงินต้นไม้ทองแก่กรุงเทพมหานคร เป็นประเพณีประจำทุกปีเปรียบเสมือนประเทศราช
…….ต่อมาองค์การศาสนาคริสต์โดยบาตรหลวงโปรดมาจากกรุงเทพฯ ได้ส่งบาตรหลวงซาเวียร์เคโก้ มาเผยแพร่ตามหัวเมืองในภาคอีสาน โดยเฉพาะหัวเมืองสองฝั่งโขงเป็นครั้งแรก ได้ตั้งวัดศาสนาคริสต์ที่ อุบลราชธานีเมื่อปี พ.ศ. 2424 ในสมัชราชที่ 5 และต่อมาได้ตั้งวัดศาสนาคริสต์ ที่บ้านสองคอน ริมฝั่งโขงในเขตเมืองมุกดาหาร ในพ.ศ. 2428
…….บรรพบุรุษของเมืองมุกดาหารมีการออกศึกและป้องกันอาณาเขตในหลายครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2429 เมืองญวณได้พ่ายแพ้แก่ฝรั่งเศษ และได้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศษ พระเจ้าแผ่นดินญวณ คือเจ้าฟ้าฟาหามงิเวียนเทียน ซึ่งยังทรงพระเยาว์พร้อมด้วยผู้สำเร็จราชการและไพร่พลอีกเป็นจำนวนมากได้อพยพหลบหนีฝรั่งเศษเข้ามาในเขตอาณาจักรไทยทางเมืองลาวกาว(ลาวบ่าว) เข้ามาทางด่านตึงยะเหลา เมืองเซโปนอันเป็นเขตแดนมุกดาหาร พระยามหาอำมาตยธิบดี(หรุ่น ศรีเพ็ญ) ข้าหลวงใหญ่และแม่ทัพไทย ได้ยกกำลังขึ้นมาตั้งอยู่ ณ เขมราฐแล้วสั่งให้กองทัพเมืองเขมราฐ เมืองมุกดาหาร เมืองนครพนม เมืองสกลนคร ยกทัพไปสกัดกั้นมิให้พระเจ้าแผ่นดินญวณและไพร่พลล่วงล้ำเข้ามา แต่ยังมีชาวญวณบางกลุ่ม ที่ข้ามโขงมาสวามิถักดิ์และตั้งเมืองอยู่ในเขตแดนเมืองมุกดาหาร นครพนม สกลนคร เป็นครั้งแรก…

…….และอีกครั้งหนึ่ง เมืองมุกดาหารได้เกณฑ์ไพร่พล ไปสู้รบในกรณีปราบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ(ทุ่งไหหิน) ทางฝั่งโขงตะวันออก เมื่อ พ.ศ. 2428 เมืองมุกดาหารได้เกณฑ์ไพร่พล 249 คน ช้าง 4 เชือก ม้า 10 ตัว โคต่าง 80 ตัว ปืนคาบศิลา 285 กระบอก ดินดำ 20 ชั่ง กระสุน 1,300 ลูก เรือ 20 ลำ ข้าวเปลือก 1,500 ถัง หลังจากที่ปราบได้สำเร็จ ไพร่พลของมุกดาหาร ได้ถูกกระสุนตาย 10 คน สูญหาย 13 คน เสือกัดตาย 4 คน ตายเจ็บไข้ 72 รวม 99 คน ช้าง4 เชือก เหลืออยู่ครบ มา 10ตัว ตาย 2 ตัว โคต่างตาย 50 ตัว
…….ต่อมา มีการแบ่งการปกครองภาคอีสานเป็นสองส่วน และได้แต่งตั้ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ให้ปกครองและตั้งกองทัพเมืองมณทลลาวพวน มีกองทัพบัญชาอยู่ที่หนองคาย มีอำนาจเมืองหนองคาย หล่มศักดิ์ ไชยบุรี ท่าอุเทน นครพนม สกลนคร หนองหาน กมุหาลัย โพนพิสัย ขอนแก่นและเมืองมุกดาหาร รวมทั้งในเมืองฝั่งโขงตะวันออก คือเมือง เชียงขวาง คำเกิด คำม่วน บริคัณฑนิคม ในส่วนของอีสานใต้ โปรเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการหัวเมือง ลาวกาว ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี
…….ในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2436 รศ. 112 ฝรั่งเศษได้บุกยึดดินแดนนฝั่งโขงตะวันออกซึ่งตอนนั้นเป็นเขตแห่งราชอาณาจักรไทย โดยอ้างว่าดินแดนฝั่งโขงตะวันออกเป็นดินแดนของญวณ ได้ขับไล่ ไพร่พลเมืองมุกดาหารที่ด่าน เมืองเซโปน เมืองวัง ให้ออกมาพ้นฝั่งโขงตะวันออก ตอนนั้นเมืองมุกดาหารจึงต้องเสียดินแดน 3 ใน 4 ส่วน ฝั่งโขงตะวันออก ให้กับฝรั่งเศส เหลือแต่เพียงฝั่งตะวันตก
…….จากเหตุการณ์นี้ จึงก่อตั้งตำรวจภูธรขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อราชอาณาจักรไทยต้องเสียดินแดนทางฝั่งตะวันออกให้แก่ฝั่งเศสแล้ว มีสัญญาว่าห้ามมิให้ตั้งก่องทัพหรือว่าเขตของทหารใกล้กว่า 25 กิโลเมตรจากทางฝั่งริมโขง ทางฝ่ายไทยเลยมีการตั้งตำรวจภูธรขึ้น สามารถที่จะถืออาวุธเช่นเดียวกับทหาร แตกต่างไปจากตำรวจนครบาลซึ่งไม่ได้ถืออาวุธ และประจำการตามหัวเมืองริมฝั่งโขง เช่น หนองคาย สกลนคร มุกดาหาร และนครพนม…

เมืองมุกดาหารในอดีตนั้น มีเจ้าเมืองทั้งหมด 7 ท่าน ดังนี้
1. พระยาจัทรศรีราชอุปราชามันธาตุ (เจ้าจันทรกินรี) พ.ศ. 2313 – 2347
2. พระยาจัทรสุริยวงษ์ (กิ่ง)
3. พระยาจัทรสุริยวงษ์ (พรหม)
4.เจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ดำรงรัฐสมามุกดาหารราธิบดี (เจ้าหนู)
5. พระยาจัทรสุริยวงษ์ (คำ)
6. พระยาจัทรสุริยวงษ์ (บุญเฮ้า)
7. พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จัทรสาขา)
ต่อมาได้มีการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชการที่ 5 ได้ยกเลิกธรรมเนียมประเพณีของการปกครองแบบดังเดิม เปลี่ยนมาเป็นการปกครองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และมีเงินเดือน และได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ราชวงศ์ (แสง) เป็น พระจัทรเทพสุริยวงษา เป็นผู้ว่าราชการเมืองมุกดาหาร คนแรกและคนสุดท้าย พ.ศ. 2442 – 2449 หลังจากนั้นได้เปลี่ยนแปลงการปกครองในรูปแบบต่างๆ หลายครั้ง จนถูกยุบเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม

…….มุกดาหารเคยเป็น”เมือง”มาก่อนถึง 173 ปี ก่อนถูกยุบเป็นอำเภอเมืองมุกดาหาร ขึ้นกับเมืองนครพนม แล้วจึงได้เปิด ที่ว่าการอำเภอเมืองมุกดาหาร 1 ตุลาคม พ.ศ.2450 จนถึงพ.ศ.2459 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศให้เปลี่ยนคำว่าเมือง เป็นจังหวัด ให้เหมือนกันหมดทั่วราชอาณาจักร ตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2459( ราชกิจจานุเบกษา) พ.ศ.2459 เมืองนครพนม จึงเปลี่ยนเป็น จังหวัดนครพนม และอำเภอเมืองมุกดาหาร ก็เปลี่ยนเป็นอำเภอมุกดาหาร ขึ้นกับจังหวัดนครพนม ในการปกครองของมณฑลอุดร
…….พ.ศ. 2525 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ. 2525 ยกฐานะอำเภอ มุกดาหารเป็นจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2525 และเป็นจังหวัดมุกดาหารถึงปัจจุบัน…

……………………………………….

ข้อมูลจาก : mukdahan.go.ththaiesan.net, พิภิธพัณฑ์ หอแก้วมุกดาหาร
The Most Popular Traffic Exchange